You are currently browsing the tag archive for the 'โลกในมือนักอ่าน' tag.
3
ลงคะแนนเสียงของคุณให้พรรคของพระเจ้า
ความยากจนและประวัติศาสตร์
เมื่อถูกเลี้ยงมาในกรุงอิสตันบูล และรายล้อมไปด้วยความสะดวกสบายแบบคนชั้นกลางของย่านนิชานตาช มีพ่อเป็นทนายความ แม่เป็นแม่บ้าน พี่สาวที่รักยิ่ง คนรับใช้ที่อุทิศตน วิทยุ ห้องที่ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์ ม่าน คาจึงไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับความยากจน มันเป็นอะไรที่อยู่นอกโลก เหนือขึ้นไปจากบ้าน ถูกคลุมไว้ในความมืดแสนอันตรายและไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ เป็นโลกอีกดวงหนึ่งที่ถูกสมมุติขึ้นในจินตนาการวัยเยาว์ของคา แม้ว่ามันจะทิ้งคำสาปไว้กับตัวเขาตลอดชีวิตภายหน้าก็ตาม แต่ก็ยากที่จะเชื่อว่าการตัดสินใจเดินทางไปคารส์อย่างกะทันหันของคานั้นถูกกระตุ้นแม้เพียงบางส่วนจากความปรารถนาที่จะหวนคืนสู่วัยเยาว์ เมื่อกลับไปอิสตันบูลหลังจากสิบสองปีในแฟรงก์เฟิร์ต ตามหาเพื่อนเก่า เยือนร้านรวง ถนนหนทาง โรงหนังที่พวกเขาเคยนัดพบกันอีกครั้ง เขาแทบไม่พบอะไรที่ทำให้เขาจำได้เลย สถานที่ที่เป็นจุดสังเกตยังไม่ถูกรื้อ แต่ก็สูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว ซึ่งสำหรับคา แม้เขาจะอยู่ต่างแดนมากว่าสิบปี เขาก็ยังนึกอยู่เสมอว่ามันเป็นที่ๆ ยากจนที่สุด เป็นมุมที่ถูกมองข้ามมากที่สุดของตุรกี ด้วยเหตุนี้เอง คาจึงปรารถนาที่จะไปในที่ๆ ไม่คุ้นเคยเพื่อวัยเยาว์และความบริสุทธิ์ เพราะถ้าหากโลกดวงที่อยู่ในอิสตันบูลไม่มีสิ่งที่เขาเคยพบอีกแล้ว การเดินทางไปคารส์ของเขาก็จะถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะก้าวออกจากพรมแดนของการอบรมสั่งสอนแบบชนชั้นกลาง เพื่อผจญภัยอย่างถาวรในโลกอีกใบที่อยู่เหนือขึ้นไป อันที่จริง เมื่อเขาพบร้านขายของจัดแสดงสินค้าต่างๆ ที่เขาจำได้สมัยยังเด็กไว้ที่หน้าต่าง บรรดาข้าวของที่คุณจะไม่ได้เห็นในอิสตันบูลอีกแล้ว เช่น รองเท้าพละยี่ห้อกิสลาฟด์ เตายี่ห้อ Vesuv และ (เป็นเรื่องแรกไม่ว่าเด็กคนไหนก็ต้องเรียนเกี่ยวกับคารส์) กล่องกลมๆ แบ่งเป็นหกชั้นใส่เนยแข็งขึ้นชื่อของเมือง เขารู้สึกมีความสุขมากเหลือเกินจนลืมเรื่องเด็กผู้หญิงที่ฆ่าตัวตายไปเลย คารส์นำความสงบสุขในจิตใจที่เขาเคยรู้จักกลับมาสู่เขา
หลังจากแซรดาร์ เบย์กับเขาแยกกันเมื่อใกล้เที่ยง เขาได้พบกับโฆษกของพรรคประชาเสมอภาค และของชาวอาเซริส เมื่อการสัมภาษณ์เสร็จสิ้น เขาก็ก้าวเข้าไปสู่เกล็ดหิมะที่ตกปรอยๆ อีกครั้ง ซึ่งเม็ดใหญ่เหลือเกิน เพื่อเดินทอดน่องไปทั่วเมืองตามลำพัง เขาเคลื่อนไหวด้วยความเศร้าตรงดิ่งไปยังย่านที่ยากจนที่สุดของเมือง ผ่านฝูงสุนัขที่กำลังเห่าในถนนอตาตูร์ก เดินฝ่าความเงียบที่ถูกทำลายด้วยเสียงเห่าระงมของสุนัข เนื่องจากหิมะปกคลุมตีนเขาซึ่งมีปราสาทเซลจูกและกระต๊อบตั้งเรียงรายท่ามกลางซากปรัก ทำให้มองไม่เห็นในระยะไกล จึงดูราวกับว่าหิมะได้กวาดเอาทุกสิ่งออกไปไว้ที่โลกอีกดวง ซึ่งเป็นโลกที่อยู่เหนือกาลเวลา เมื่อเขาเกิดความรู้สึกว่าเขาอาจเป็นคนเดียวที่สังเกตเห็น ดวงตาของเขาก็ปริ่มด้วยน้ำตา เขาเดินผ่านสวนสาธารณะในยูซุฟปาชา ซึ่งเต็มไปด้วยชิงช้าที่ถูกปลดสายและไม้ลื่นหักพัง ถัดไปเป็นที่ดินโล่งมีวัยรุ่นชายกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นฟุตบอล เสาไฟฟ้าต้นสูงของโรงเก็บถ่านหินทำให้มีแสงสว่างพอสำหรับพวกเขา คาหยุดดูพวกเขาครู่หนึ่ง ขณะที่เขาฟังเสียงตะโกนโวยวาย และดูพวกวัยรุ่นพากันลื่นไถลในหิมะ เขาจ้องมองไปที่ท้องฟ้าสีขาวและสีเหลืองอ่อนจากแสงไฟแวววาวของเสาไฟฟ้า ความโดดเดี่ยวและไกลห่างของสถานที่นี้หวดเขาเต็มแรงจนทำให้เขารู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ในตัวเขา
อาการเช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากภาพที่พร่าเลือน เหมือนการตะเกียกตะกายที่จะจดจำภาพใดภาพหนึ่งโดยเฉพาะให้ได้หลังจากที่ตระเวนดูรอบห้องแสดงภาพอย่างรวดเร็ว คุณพยายามปะติดปะต่อภาพเขียนนั้น แล้วก็ต้องล้มเหลวอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คาเกิดสัมผัสเช่นนี้ เขาโตมาในครอบครัวฆราวาส นิยมระบอบสาธารณรัฐและไม่เคยเรียนศาสนาเพิ่มเติมนอกโรงเรียนเลย แม้เขาจะเคยมีภาพนิมิตคล้ายเช่นนี้เป็นบางครั้งเมื่อสองปีที่ผ่านมา แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขากระวนกระวาย ไม่ดลใจให้เกิดแรงกระตุ้นเพื่อจะเขียนบทกวีใดๆ เลย เขาแค่รู้สึกมีความสุขที่โลกช่างเป็นสิ่งสวยงามควรค่าแก่การประคับประคองเท่านั้นเอง
เมื่อเขากลับมาถึงโรงแรมเพื่อพักผ่อนและทำให้ตัวเองอุ่นขึ้นสักนิด เขาปล่อยเวลาไปกับการพลิกหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ของคารส์ที่เขาซื้อติดมือมาจากอิสตันบูลอย่างรวดเร็ว พลางสับสนในสิ่งที่อ่านกับเรื่องต่างๆ ที่เขาได้ยินมาตลอดวัน และกับนิทานจากหนังสือที่เขาจำได้ในวัยเด็ก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในคารส์ มีชนชั้นกลางที่ร่ำรวยใหญ่โต และแม้ว่ามันจะอยู่ห่างจากโลกของคาเองก็ตาม แต่มันก็เข้ามามีส่วนในทุกพิธีกรรมที่คานึกออกในวัยเด็ก เช่น งานเต้นรำที่ยิ่งใหญ่ตามคฤหาสน์ต่างๆ เทศกาลรื่นเริงที่จัดติดต่อกันหลายวัน คารส์เป็นสถานีสำคัญสำหรับการขนถ่ายสินค้าไปยังจอร์เจีย ทาบรีซ และคอเคซัส และเป็นจุดเริ่มต้นของพรมแดนระหว่างสองอาณาจักรที่สลายไปแล้ว ออตโตมันและรัสเซีย เมืองที่เต็มไปด้วยภูเขาแห่งนี้ยังได้รับประโยชน์จากการปกป้องของกองกำลังทหารแต่ละฝ่ายที่ผลัดกันเข้ามายึดครอง ในยุคออตโตมัน ผู้คนหลากหลายมากมายใช้คารส์เป็นบ้านของตน มีทั้งชุมชนขนาดใหญ่ของชาวอาร์มาเนียน ซึ่งเดี๋ยวนี้สูญไปหมดแล้ว แต่โบสถ์อายุพันปียังคงยืนอยู่อย่างสง่างาม ชาวเปอร์เซียจำนวนมากลี้ภัยมาจากโมโกลและต่อมากองทัพอิหร่านก็เข้ามายึดคารส์อยู่หลายปี มีชาวกรีกที่พื้นเพสาวกลับไปได้ถึงยุคไบแซนทีนและพอนตัส และยังมีชาวจอร์เจีย เคิร์ดส์ เซอร์แคสเชียนซึ่งมาจากหลายหลายเผ่าอีกด้วย ในปี 1878 ชาวมุสลิมจำนวนหนึ่งถูกขับออกไปเมื่อกองทัพรัสเซียเข้ามายึดครองปราสาทในเมืองที่มีอายุห้าร้อยปี หลังจากนั้น ทั้งคฤหาสน์ โรงอาบน้ำของเหล่าขุนนางบรรดาศักดิ์ และตึกทรงออตโตมันที่ตั้งอยู่เชิงเขาใต้ปราสาทก็ถึงกาลสลาย คารส์ยังคงรุ่งเรืองและหลากหลายเมื่อสถาปัตยกรรมของซารเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตามริมฝั่งแม่น้ำคารส์ตอนใต้ และในไม่ช้า พวกนั้นก็สร้างเมืองใหม่ที่เจริญขึ้นโดยดูได้จากถนนหลวงสายหลักที่ตัดตรงคู่ขนานกันห้าสาย มีถนนสายเล็กมาบรรจบตามสี่แยกของถนนหลวงสายหลักในมุมที่พอเหมาะพอดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในดินแดนตะวันออก ซาร อเล็กซานเดอร์มาที่นี่เพื่อล่าสัตว์ และเพื่อแอบพบกับเมียเก็บของพระองค์ สำหรับชาวรัสเซีย คารส์เป็นทางเข้าออกสู่ทวีปทางตอนใต้ และสู่เมดิเตอร์เรเนียน และด้วยสายตาที่ต้องการควบคุมกิจการเส้นทางค้าขายตลอดเส้น พวกนั้นจึงลงทุนก้อนใหญ่ในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเมือง สิ่งที่คาประทับใจมากเมื่อครั้งมาเที่ยวที่นี่เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว คือถนนและทางเดินปูด้วยก้อนกรวดก้อนใหญ่ๆ ต้นเพลนและต้นยี่โถที่ปลูกขึ้นภายหลังจากการก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี พวกนั้นสร้างบรรยากาศสร้อยเศร้าในเมืองแบบเดียวกับเมืองลึกลับต่างๆ ของออตโตมันด้วยการเผาบ้านไม้ในช่วงทำสงครามเผ่าพันธุ์และการต่อสู้เพื่อเอกราช
หลังจากสงครามที่ไม่มีวันจบ การก่อจลาจล การสังหารหมู่ และการทารุณป่าเถื่อน เมืองก็ถูกกุมโดยกองทัพรัสเซียและอาร์มาเนียนที่ผลัดกันเข้ามา และกระทั่งอังกฤษที่เข้ามาเพียงชั่วครู่ คารส์เป็นรัฐอิสระแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากรัสเซียและออตโตมันถูกบังคับให้ออกจากเมืองเพื่อไปร่วมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และแล้วในเดือนตุลาคม 1920 กองทัพตุรกีก็เข้ามาภายใต้การบัญชาของคาซิม คาราเบคิร นายพลที่รูปปั้นของเขายังคงตั้งอยู่ที่จตุรัสสถานี นายพลคนใหม่ของเตอร์กทำให้สถาปัตยกรรมของชารเมื่อสี่สิบสามปีก่อนกลายเป็นการออกแบบผังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เนื่องจากประเพณีของชาวรัสเซียที่นำมาสู่คารส์นั้นเข้ากันพอเหมาะพอเจาะกับโครงการของสาธารณรัฐ ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก แต่เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนชื่อถนนหลวงสายหลักของชาวรัสเซียทั้งห้าสายใหม่ พวกเขาไม่สามารถหาบุคคลที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของเมืองซึ่งไม่ได้เป็นทหารมาตั้งเป็นชื่อถนนได้ครบ จึงต้องลงเอยด้วยชื่อของขุนนางตุรกีผู้ยิ่งใหญ่ห้าคน
1
ความเงียบของหิมะ
การเดินทางสู่คารส์
ความเงียบของหิมะ ชายหนุ่มที่กำลังนั่งอยู่หลังคนขับรถโดยสารคิด ถ้านี่คือการเริ่มต้นของบทกวี เขาจะเรียกสิ่งที่เขารู้สึกได้ภายในตัวเขาว่า “ความเงียบของหิมะ”
เขาขึ้นรถโดยสารจากเอร์ซูรุมเพื่อไปคารส์ด้วยเวลาที่ฉิวเฉียด เขาเพิ่งมาถึงสถานีด้วยรถโดยสารจากอิสตันบูล สองวันของการเดินทางมีแต่พายุและหิมะ แล้วก็ต้องกระหืดกระหอบลากกระเป๋าขึ้นๆ ลงๆ ไปตามทางเดินที่เปียกและสกปรกระหว่างมองหาทางเชื่อมต่อของเขา เมื่อมีคนบอกว่ารถโดยสารคันที่ไปคารส์กำลังจะออกเแล้ว
เขาจัดแจงตัวเองจนหารถโดยสารเจอ มากีรัสรุ่นโบราณ แต่คนเก็บตั๋วเพิ่งปิดฝาช่องเก็บกระเป๋าใต้ท้องรถ และอยู่ในอาการ “กำลังรีบ” จึงปฏิเสธที่จะเปิดฝาอีกครั้ง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนักเดินทางของเราต้องหิ้วกระเป๋าขึ้นไปบนรถ กระเป๋าใบสีแดงเลือดหมูตอนนี้แทรกอยู่หว่างขาของเขา เขากำลังนั่งที่ริมหน้าต่าง สวมเสื้อคลุมสีถ่านซึ่งซื้อมาจากห้างเค้าโฮฟ แฟรงก์เฟิร์ตเมื่อห้าปีก่อน เราควรบันทึกไว้ทันทีว่าความนุ่มและขนอันละมุนงดงามของเสื้อคลุมตัวนี้จะทำให้เขารู้สึกอายและกระสับกระส่ายระหว่างที่เขาสวมในคารส์ ขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยด้วย
ทันทีที่รถโดยสารแล่นออกจากสถานี นักเดินทางของเราก็ผนึกสายตาเข้ากับบานหน้าต่างด้านข้าง คงหวังว่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ เขาเพ่งเข้าไปในร้านรวงเล็กๆ ที่ไร้ค่า ร้านขายกาแฟ เบเกอรี่พังๆ ที่ตั้งเรียงรายตามถนนชานเมืองที่ออกห่างจากเออซูรัม และขณะที่ทำเช่นนั้น หิมะก็เริ่มตก มันตกหนักกว่าและหนากว่าหิมะที่เขาเห็นระหว่างอิสตันบูลมาเออซูรัม หากเขาไม่เหนื่อยจนเกินไป หากเขาให้ความสนใจกับเกล็ดหิมะที่กำลังลอยคว้างคล้ายขนนกในท้องฟ้า เขาก็คงจะรู้สึกตัวแล้วว่ากำลังเดินทางเข้าสู่พายุหิมะ เขาน่าจะเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาเริ่มออกเดินไปสู่เส้นทางที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง เขาน่าจะหันหลังกลับ แต่ความคิดพวกนั้นไม่ได้แวบเข้ามาเลย ใกล้ค่ำ เขาก็จมจ่อมอยู่กับแสงที่ยังคงอ้อยอิ่งบนท้องฟ้า ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่ลอยเคว้งเพราะลมที่แรงขึ้นอันเป็นผลจากพายุหิมะที่กำลังจะเกิดในไม่ช้า เขามองไม่เห็นอะไรเลยนอกเสียจากคำสัญญา สัญญาณบอกทางย้อนกลับไปสู่ความสุข ความบริสุทธิ์ที่เขาเคยรู้จักเมื่อครั้งยังเยาว์
นักเดินทางของเราใช้เวลาหลายปีแห่งความสุขและวัยเยาว์ในอิสตันบูล เขาเพิ่งกลับมาได้สัปดาห์เดียว เป็นครั้งแรกในรอบสิบสองปีเพื่อมาร่วมงานศพมารดา หลังจากอยู่ได้สี่วัน เขาก็ตัดสินใจว่าจะเดินทางไปคารส์ หลายปีมาแล้ว เขายังจดจำความงดงามแสนล้ำลึกของหิมะในคืนนั้นได้ มันทำให้เขาสุขสำราญมากกว่าสิ่งใดๆ ที่เขาเคยรู้จักในอิสตันบูล เขาเป็นกวี และเขาเองก็เคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งสมัยที่บทกวียังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางสำหรับนักอ่านชาวตุรกีว่า หิมะตกเพียงครั้งเดียวในความฝันของเรา
ขณะเฝ้าดูหิมะนอกหน้าต่างกำลังตกอย่างช้าๆ และเงียบๆ เหมือนหิมะในความฝันของเขา นักเดินทางก็เข้าสู่ภวังค์แห่งฝันกลางวันที่ถวิลหาและรอคอยมานานแสนนานเพราะถูกความทรงจำในวัยไร้เดียงสาชำระล้างออกไป เขายอมจำนนต่อความเบิกบานใจและอาจหาญพอที่จะเชื่อว่าตัวเขากำลังอยู่ที่บ้านบนโลกดวงนี้ หลังจากนั้นไม่นาน เขาทำสิ่งที่ไม่เคยทำมานานหลายปี เขาผล็อยหลับไปบนที่นั่งของเขา
ฉะนั้น เราควรถือโอกาสจากการที่เขากำลังถูกกล่อม กระซิบกระซาบกันถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยของประวัติชีวิตเขา แม้ว่าจะใช้เวลาสิบสองปีจากการถูกเนรเทศทางการเมืองในประเทศเยอรมนี นักเดินทางของเราก็ไม่ได้ทำตัวสมกับเป็นนักเคลื่อนไหวสักเท่าไหร่ ความหลงใหลอย่างจริงจังของเขา ความคิดอย่างเดียวของเขา คือทุ่มให้กับการเขียนกวี เขาอายุสี่สิบสองปี โสด ไม่เคยแต่งงาน อาจจะดูยากสักหน่อยว่าเขาจัดเป็นคนตัวสูงสำหรับชาวตุรกีจากการขดตัวงออยู่ในที่นั่ง ผมสีน้ำตาล และผิวสีซีดซึ่งจะยิ่งซีดลงไปอีกอันเป็นผลจากการเดินทางครั้งนี้ เขาขี้อายและมีความสุขกับการอยู่ตามลำพัง หากเขาได้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากผล็อยหลับไปเพียงครู่เดียว ด้วยแรงเหวี่ยงของรถโดยสาร หัวของเขาจึงเอนไปซบไหล่ของชายที่นั่งข้างๆ แล้วจากนั้น ก็เลื่อนลงไปที่อกของชายผู้นั้น เขาคงจะรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก แต่เรากลับเห็นว่านักเดินทางพิงตัวกับเพื่อนที่นั่งข้างๆ ด้วยกริยาของคนที่ซื่อสัตย์ ผ่านการอบรมมาอย่างดี และก็เหมือนกับตัวละครในแบบเชคอฟที่แบกรับคุณงามความดีต่างๆ นานา จนทำให้พวกเขาไม่เคยรู้จักความสำเร็จในชีวิต จึงเต็มไปด้วยความห่อเหี่ยว เรามีเรื่องเกี่ยวกับความห่อเหี่ยวอีกมากมายที่จะเอาไว้เล่าภายหลัง เพราะเขาคงจะไม่สามารถหลับได้นานนักในท่าเก้ๆ กังๆ ของเขา ถึงตอนนี้สมควรแก่เวลาแล้วที่จะเอ่ยว่าชื่อของนักเดินทางคือ เคริม อลาคูชโอช์ลู เขาไม่ชอบชื่อนั้น แต่ชอบให้เรียกชื่อแรกของเขามากกว่าว่า คา และด้วยเหตุนั้น ผมจึงโอนอ่อนตามความปรารถนาของเขาในหนังสือเล่มนี้ แม้แต่สมัยเป็นนักเรียน พระเอกของเราก็ยังดึงดันเขียนว่า “คา” ในสมุดการบ้านและในกระดาษสอบทุกวิชา เชาเซ็นต์ชื่อว่าคาในใบลงทะเบียนสมัครเข้ามหาวิทยาลัย เขาถือโอกาสปกป้องสิทธิของเขาที่จะใช้ชื่อนั้นเสมอ แม้มันจะหมายถึงการขัดแย้งกับครูและเจ้าหน้าที่ราชการก็ตาม มารดาของเขา ครอบครัวของเขาต่างรู้จักเขาในชื่อคา เขารู้สึกพออกพอใจกับชื่อเสียงที่รู้จักกันว่าคา จากการได้ตีพิมพ์บทกวีที่ถูกรวบรวมในชื่อนี้ ซึ่งชวนฉงนสนเท่ห์เล็กน้อยทั้งในแวดวงของชาวตุรกีที่อยู่ในตุรกีและในเยอรมนี พอก่อนสำหรับเวลาที่เรามีในตอนนี้ เอาล่ะ เช่นเดียวกับคนขับรถโดยสารที่อวยพรให้ผู้โดยสารของเขาเดินทางอย่างปลอดภัยขณะที่เราออกจากเออซูรัม ผมขออนุญาตเพิ่มเติมถ้อยคำเหล่านั้นลงไปว่า “ขอให้ถนนของเจ้าจงเปิดโล่ง คาเอ๋ย…” แต่ผมไม่อยากหลอกลวงคุณหรอกนะ เพราะผมเป็นเพื่อนแท้ของคา และผมเริ่มต้นเล่าเรื่องอย่างคนที่รู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้างระหว่างที่อยู่ในเมืองคารส์
หลังจากออกจากฮอราซาน รถโดยสารก็เลี้ยวไปทางทิศเหนือ บ่ายหน้าตรงไปยังคารส์ ขณะที่มันค่อยๆ ไต่ไปตามถนนที่มีลมแรง คนขับก็กระแทกเบรกเต็มที่เพื่อไม่ให้ชนม้าเทียมเกวียนที่จู่ๆ ก็กระโดดเข้ามาตรงช่วงโค้งหักศอก ทำให้คาตื่น ความหวาดกลัวเข้ามาหล่อเลี้ยงให้รู้สึกถึงความเป็นสหายแปลกหน้าในหมู่ผู้โดยสารเกิดขึ้นนานแล้วก่อนที่คาจะรู้สึกเช่นเดียวกับพวกเขา แม้ว่าจะนั่งอยู่หลังคนขับก็ตาม คาก็ทำท่าแบบเดียวกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ข้างหลังเขา เมื่อไหร่ก็ตามที่รถโดยสารชลอตัวเพื่อเข้าโค้งหรือพยายามจะเบี่ยงตัวให้ห่างจากขอบหน้าผา คาจะลุกขึ้นยืนเพื่อดูวิวให้ชัด เมื่อผู้โดยสารกระตือรือร้นคนหนึ่งอุทิศตัวช่วยคนขับรถโดยคอยใช้ที่ปัดน้ำฝนกวาดหิมะที่กองอยู่บนหน้าต่างบานกว้างมากองไว้มุมหนึ่ง คาก็จะชี้ไปที่ชายผู้นั้นโดยใช้นิ้วชี้ (ซึ่งการสนับสนุนนี้ทำไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็น) และเมื่อพายุหิมะพัดแรงขึ้นจนกระทั่งที่ปัดน้ำฝนก็ไม่สามารถปัดหิมะที่กองอยู่บนหน้าต่างออกได้แล้ว คาก็เริ่มสนุกไปกับคนขับรถในการเดาว่าถนนข้างหน้าเป็นอย่างไร
ป้ายบอกทางถูกหิมะราดจนอ่านไม่ออก และเมื่อหิมะเริ่มถาโถมอย่างเอาจริงเอาจัง คนขับรถจึงดับไฟหน้ารถและหรี่ไฟในรถลง ด้วยหวังว่าจะร่ายมนตร์เรียกให้ถนนออกมาจากเงามืด ผู้โดยสารต่างพากันอยู่ในความเงียบอย่างหวาดหวั่น และใช้สายตาจ้องไปที่ทิวทัศน์ด้านนอก หิมะปกคลุมถนนหมู่บ้านที่ถูกทิ้งร้าง ล้วนเป็นบ้านโกโรโกโสชั้นเดียว ไฟสลัวราง เป็นถนนที่นำไปสู่หมู่บ้านที่ถูกปิดตายอยู่ห่างไกลออกไปอีก และหุบเขาลึกซึ่งแทบจะ มองไม่เห็นจากเสาไฟฟ้าริมถนน ถ้าหากพวกมันพูดได้ มันก็คงได้แค่กระซิบ
เแบบเดียวกับเสียงพึมพำเบาๆ จากคนที่นั่งข้างๆ คา เมื่อถามเขาว่าทำไมเขาจึงเดินทางไปคารส์ เพราะมันง่ายมากที่จะรู้ว่าคาไม่ใช่ชาวบ้าน
“ผมเป็นนักข่าวครับ” คากระซิบตอบ เรื่องนั้นโกหก “ผมสนใจเรื่องการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วก็เรื่องพวกผู้หญิงที่ฆ่าตัวตายครับ” เรื่องนั้นจริง
“ตอนที่นายกเทศมนตรีถูกฆ่า หนังสือพิมพ์ทุกฉบับในอิสตันบูลก็ลงข่าวนี้” คนที่นั่งข้างๆ คาตอบ “ก็เหมือนกับเรื่องของพวกผู้หญิงที่ฆ่าตัวตายนั่นแหละ”
มันยากที่คาจะบอกได้ว่าน้ำเสียงที่ได้ยินจากชายผู้นั้นเป็นเสียงของความภาคภูมิใจ…หรือละอายใจ สามวันต่อมา ขณะยืนอยู่ท่ามกลางหิมะบนถนนฮาลิทปาชา ด้วยน้ำตารินไหลจากดวงตา คาจะได้เห็นชาวบ้านคนที่ผอมบาง หน้าตาดีคนนี้อีกครั้ง
ระหว่างการสนทนาที่ดำเนินไปอย่างกระพร่องกระแพร่งสะดุดเป็นช่วงๆ ไปตลอดการเดินทางที่เหลือ คาได้เรียนรู้ว่าชายหนุ่มเพิ่งพามารดาไปส่งที่เออซูรัมเนื่องจากโรงพยาบาลที่คารส์ไม่ดีพอ รู้ว่าเขาเป็นพ่อค้าปศุสัตว์ ที่ค้้าขายกับหมู่บ้านที่อยู่รอบเมืองคารส์ รู้ว่าเขาเคยผ่านความยากลำบากมาแล้วแต่ก็ยังไม่กลายเป็นกบฏสักที รู้ว่าด้วยเหตุผลที่ชวนพิศวงบางอย่าง ทำให้เขาไม่เปิดเผยต่อคาว่าเขารู้สึกเสียใจไม่ใช่กับตัวเองแต่กับประเทศชาติ และรู้ว่าเขารู้สึกดีใจที่ได้เห็นสุภาพบุรุษผู้มีการศึกษาดี อ่านเขียนได้คล่องเช่นคาใส่ใจในปัญหาจนถึงกับเดินทางไกลจากอิสตันบูลเพื่อมาค้นปัญหาของคารส์ให้ลึกซึ้งขึ้น มีอะไรบางอย่างบ่งบอกถึงความเป็นคนมีตระกูลสูงในคำพูดที่เรียบง่ายและภาคภูมิใจที่เขาส่งผ่านมา คาให้ความเคารพเขาด้วยเหตุผลนี้
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขาทำให้คาสงบขึ้น ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่คาจะรู้สึกถึงความสงบภายในจิตใจเช่นนี้ตลอดช่วงเวลาสิบสองปีที่อยู่ในเยอรมนี นานมากแล้วที่เขาไม่เคยรู้สึกเพลิดเพลินกับความเบิกบานใจชั่วครู่ชั่วยามที่ได้เห็นใจใครสักคนที่อ่อนแอกว่าตัวเขา เขาจดจำได้ถึงความพยายามที่จะมองโลกผ่านสายตาของผู้ชายคนหนึ่งที่พร้อมจะรักและเห็นอกเห็นใจ เช่นเดียวกับที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้ เขาจึงไม่รู้สึกกลัวอีกแล้วกับพายุหิมะที่ไม่มีวี่แววจะหยุดพัก เพราะเขารู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าให้ร่วงหล่นไปในหุบเขา รถโดยสารจะไปถึงช้า แต่มันก็จะไปจนถึงปลายทาง
พอสี่ทุ่ม สามชั่วโมงล่าช้ากว่าตารางเวลาที่กำหนดไว้ รถโดยสารก็ค่อยๆ คลานเข้าสู่ถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะของคารส์ คาจำเมืองไม่ได้เลย เขาไม่เห็นสถานีที่เขาเคยมาด้วยรถจักรไอน้ำเมื่อยี่สิบปีก่อน ไม่มีป้ายโรงแรมไหนเลยที่เหมือนโรงแรมเดียวกับที่คนขับรถเคยพาเขาไปพักหลังจากเที่ยวทั่วเมืองทั้งวัน “โรงแรมสาธารณรัฐ” พร้อมกับป้าย “มีโทรศัพท์ทุกห้อง” ราวกับทุกอย่างถูกลบออกไปหมด หรือถูกซ่อนไว้ใต้หิมะ เขาเห็นสิ่งที่บอกใบ้ถึงวันคืนเก่าๆ จากรถม้าลากที่หลบภัยอยู่ในโรงรถตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง แต่ตัวเมืองเองดูเหมือนจะยากจนลงและเศร้ากว่าเดิมจากที่เขาเคยจำได้ เมื่อมองผ่านหน้าต่างรถโดยสารที่มีน้ำแข็งเกาะ คาเห็นอพาร์ตเมนต์คอนกรีตแบบเดียวกับที่ผุดทั่วตุรกีในช่วงสิบปีที่ผ่านมา บานหน้าต่างประตูบุด้วยกระจกที่ทำจากโพลิเมอร์เหมือนกันหมด เขายังเห็นสายระโยงระยางไปทั่วทุกถนน ห้อยป้ายตกแต่งคำขวัญหาเสียงสารพัด
เขาลงจากรถโดยสาร และเมื่อเท้าของเขาจมเข้าไปในความนุ่มของหิมะ ลมหนาวแหลมคมก็กราดใส่เข้าใต้ชายกางเกงของเขา เขาจองห้องไว้แล้วที่โรงแรมสโนว์พาเลซ และเมื่อเขาเข้าไปถามพนักงานเก็บตั๋วโดยสารว่าโรงแรมไปทางไหน เขารู้สึกว่าใบหน้าสามีภรรยาคู่หนึ่งในบรรดาคนที่กำลังยืนคอยกระเป๋าอยู่นั้นดูคุ้นๆ แต่เนื่องจากหิมะตกหนักมาก เขาจึงยังนึกไม่ออกว่าคนพวกนั้นคือใคร เขาเห็นพวกนั้นอีกครั้งในร้านอาหารกรีนพาสเจอร์ ซึ่งเขาไปแวะหลังจากเช็คอิน ห้องพักในโรงแรมแล้ว ชายหนุ่มท่าทางเหน็ดเหนื่อยและอมทุกข์แต่ก็ยังหล่อเหลาสะดุดตกับหญิงสาวที่อ้วนแต่กระฉับกระเฉงซึ่งดูเหมือนจะเป็นคู่ชีวิตของเขามานาน
คาเคยดูพวกเขาแสดงที่อิสตันบูลในยุคเจ็ดศูนย์ สมัยที่พวกเขาเป็นผู้นำแสงสว่างมาสู่โลกการละครในช่วงปฏิวัติ ชื่อของชายหนุ่มคืือ ซูเหน่ ซาอิม ขณะที่คาปล่อยความคิดล่องลอยไป เขาเฝ้ามองคู่สามีภรรยาจนกระทั่งนึกออกแล้วว่าผู้หญิงทำให้เขานึกถึงเพื่อนร่วมชั้นสมัยโรงเรียนประถม มีผู้ชายอีกกลุ่มหนึ่งนั่งร่วมโต๊ะกับพวกเขา ทั้งหมดมีสีผิิวซีดเหมือนคนตายที่พากันพูดถึงชีวิตบนเวที เขาสงสัยว่าคนละครกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้มาทำอะไรกัน ในคืนที่หิมะตกของเดือนกุมภาพันธ์ในเมืองที่ถูกลืม ก่อนจะออกจากร้านอาหารซึ่งยี่สิบปีก่อนเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่รัฐสวมเสื้อนอก ผูกไท คาคิดว่าเขาเห็นหนึ่งในวีรบุรุษสงครามที่รอดจากยุคเจ็ดศูนย์นั่งอยู่ที่โต๊ะอีกตัวหนึ่ง แต่มันเหมือนกับมีผ้าห่มหิมะคลุมความทรงจำของเขาที่มีต่อชายผู้นี้ไว้ เช่นเดียวกับที่มันคลุมร้านอาหาร คลุมเมืองคารส์ที่หายใจพงาบๆ ไว้
ถนนโล่งเพราะหิมะหรือเป็นเพราะทางเดินที่ถูกน้ำแข็งเกาะพวกนี้ถูกทิ้งร้างไว้มาตลอดอยู่แล้วนะ ขณะเดินไปเรื่อยๆ คาศึกษางานเขียนต่างๆ ตามกำแพง ตั้งแต่โปสเตอร์หาเสียง โฆษณาร้านอาหารและโรงเรียน และโปสเตอร์ใบใหม่ที่บอกว่าเทศบาลเมืองหวังว่าจะยุติการฆ่าตัวตายที่กำลังระบาดได้ เมื่อมองผ่านหน้าต่างที่มีน้ำแข็งเกาะเข้าไปยังโรงน้ำชากึ่งบ้าน คาเห็นผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมวงทีวีเครื่องหนึ่ง ทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อยที่ได้เห็นบ้านหินของชาวรัสเซียสมัยก่อนยังคงอยู่ในความทรงจำของเขา พวกนี้แหละที่ทำให้คารส์เป็นสถานที่ที่พิเศษ
โรงแรมสโนว์พาเลซเป็นหนึ่งในอาคารหรูทรงบอลติก ตึกสูงสองชั้น มีระเบียงยาวและแคบซึ่งมองออกไปเห็นสนามหญ้าและประตูหินรูปโค้งที่นำไปสู่ถนน ประตูหินรูปโค้งมีอายุหนึ่งร้อยสิบปี และมีความสูงมากพอ ที่รถม้าลากจะผ่านไปได้สบาย คารู้สึกตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้นขณะที่เขาลอดผ่านประตู แต่เขาเหนื่อยเกินกว่าจะถามตัวเองว่าทำไม เอาเป็นว่ามีอะไรบางอย่างทำให้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่คาต้องมาที่คารส์ สามวันก่อนหน้านี้ คาแวะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าสมัยเด็กที่สำนักงานของ รีพลับบลิก ในอิสตันบูล เพื่อนคนนี้เอง ทาเนอร์ เล่าให้เขาฟังเรื่องการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้น และเรื่องท่ีเหมือนเรื่องที่เกิดในเมืองแบทแมน ที่ว่ามีเด็กสาวจำนวนมาก ในคารส์อุทิศตัวให้การฆ่าตัวตายจนระบาดไปทั่ว ทาเนอร์บอกต่อไปว่าหากคาอยากจะเขียนอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ และอยากเห็นว่าตุรกีที่แท้จริงเป็นอย่างไรหลังจากการหายไปสิบสองปีของเขา เขาก็น่าจะคิดถึงการไปคารส์ เนื่องจากไม่มีใครว่างพอจะได้รับมอบหมายให้ไปทำข่าว เขาจึงคิดว่าจะจัดหาบัตรนักข่าวที่ชอบด้วยกฎหมายให้คาได้ และที่มากกว่านั้น เขาพูด คาอาจจะสนใจถ้าได้รู้ว่าเพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนหนังสือ อิเปคคนสวย ตอนนี้พักอยู่ที่คารส์ แม้จะแยกจากสามีของเธอ มูหตารแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังอยู่กับพ่อและน้องสาวที่โรงแรมสโนว์พาเลซในเมืองนั้น เมื่อคาได้ฟังทาเนอร์ ซึ่งเป็นคนเขียนวิจารณ์ทางการเมืองให้กับ รีพลับบลิก เขาก็จำได้ว่าอิเปคสวยขนาดไหน
คาวิท พนักงานต้อนรับกำลังนั่งดูทีวีอยู่ในลอบบี้ที่มีเพดานสูง เขายื่นกุญแจให้คา และคาก็เดินขึ้นไปที่ชั้นสอง ห้อง 203 เมื่อปิดประตูหลังตัวเขา เขารู้สึกสงบขึ้น หลังจากใคร่ครวญตัวเองอย่างช้าๆ เขาสรุปได้ว่าแม้ความกลัวฝังในตัวเขามาตลอดเวลาของการเดินทางก็ตาม แต่ทั้งหัวใจและสมองของเขาก็ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาเลยกับความเป็นไปได้ว่าอิเปคน่าจะอยู่ที่โรงแรมนี้ หลังจากผ่านประสบการณ์ของความรักใคร่อันเป็นผลจากการสัมผัสถึงความอับอายและทุกข์ทรมานมาตลอดชีวิต ความคาดหวังในเรื่องการตกหลุมรักทำให้คาเร่าร้อน แทบจะกลายเป็นความกลัวโดยสัญชาตญาณ
กลางดึกคืนนั้น ก่อนเข้านอน คาย่ำไปทั่วห้องในชุดนอน และรูดม่านออก เขาเฝ้ามองเกล็ดหิมะที่กำลังตกอย่างหนักโดยไม่มีทางหยุด



เพียงอยากมาบอกว่า