You are currently browsing the tag archive for the ‘บันทึก’ tag.

๑๑.
ณ ราตรีแห่งบทเพลงระหว่างผีเสื้อและดอกไม้
“สิ่งที่คุณเรียกอย่างน่าขันว่า ‘มือ’ ที่จริงแล้ว..คือผีเสื้อสีน้ำตาลสองตัว…
โบกบินอยู่ในความเบิกบาน ที่ได้ให้ไว้กับตัวฉัน”
นิคกี จิโอวานนี
กวีหญิงชาวอาฟริกันอเมริกัน
เคยได้ยินยลว่า หมู่ภมรพอใจจะโบยบินมาเริงล้อดอกไม้ในน้ำค้าง…ยามเช้า
ช่างน่าอัศจรรย์นัก เมื่อเห็นผีเสื้อโบกสะบัดมาทายทัก…ยามราตรี
ดอกไม้เอนไกวด้วยสัมผัสอ่อนโยนจากผีเสื้อ…ยามดอมดมกลีบ
คล้ายเจ้าชายโปรยจูบพรมทั่วร่าง
พลางกอดกระชับเจ้าหญิงไว้มั่นพลันขยับกาย
ลมหายใจเร่าร้อน
แว่วเสียงอ่อนหวาน…ครวญคราง
ผีเสื้อสีน้ำตาลสองตัวประสานแน่น…
บทเพลงรักเริ่มดุดัน
ดอกไม้..สั่นสะท้านไหวไกวตามแรงแห่งเสน่หา
…..
แม้ผีเสื้อขยับปีกผละหาย หากกรุ่นกลิ่นเกสรยังคงกำจาย…ยามตะวันส่อง
……
ปรารถนาถึงเจ้าชายแห่งทะเล
สัมผัสรสหวานแห่งเกสรรัก..อีกสักครั้ง…
กลางค่ำคืนแห่งแสงทองของจันทร์
๑๒.
เวลาแห่งแสงสว่างที่ฉายลงบนเงา
‘…อาตมาคิดว่าเราจะหาความสุขจากสิ่งรอบกายและภายในตัวเราได้อย่าง ปลอดภัย ถ้าเราตระหนักถึงธรรมชาติอันเป็นอนิจจังของมัน การที่เธอดื่มน้ำอย่างมีความสุขเมื่อยามกระหายน้ำนั้น ไม่ใช่ความผิดอะไรเลย แท้จริงแล้ว การจะดื่มได้อย่างมีความสุขแท้จริงนั้น เธอจะต้องอยู่กับปัจจุบันขณะตลอดเวลา
เวลาดอกไม้ร่วงโรย เราไม่ร้องไห้ เรารู้ว่ามันเป็นอนิจจัง ถ้าเราฝึกจนเข้าใจธรรมชาติของอนิจจัง เราจะทุกข์น้อยลงและหาความสุขในชีวิตได้มากขึ้น ถ้าเรารู้ว่าทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง เราก็จะถนอมทุกสิ่งเหล่านี้ไว้กับปัจจุบัน เรารู้ว่าทุกคนที่เรารักก็ล้วนมีธรรมชาติเป็นอนิจจัง เราจึงต้องพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำให้เขามีความสุขตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ความเป็นอนิจจังไม่ใช่เรื่องเสียหาย…’
ปลูกรัก
โดย ติช นัท ฮันห์
เรามักมีเรื่องให้ถกเถียงกันบ่อยครั้ง
โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยถึงนิยามของคำว่า ‘โลก’ ใบนี้
คุณเชื่อมั่นมาเสมอว่า โลกนี้ ‘กลวง’
ส่วนฉันกลับยืนยันว่า ความจริงนิรันดร์ บนโลกนี้นั้นไม่มี
(เว้นเสียแต่การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย)
ทุกสิ่งที่ปรากฏเป็นเพียง ‘ความจริงประกอบสร้าง’
ไม่มีข้อสรุปจากการถกเถียง
ทุกครั้งเราเพียงจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย
และรอคอยคำตอบที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า
หวังกันว่า
‘เวลา’ คงเป็นตัวตัดสินว่า ฝ่ายใดจะนิยาม ‘โลก’ ได้ใกล้เคียงมากกว่ากัน
แต่เมื่อใดที่เราปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่ ต่างไม่ต้องการรอกรรมการมาเป็นผู้ตัดสิน
รสคำที่หลั่งไหลกลับกลายเป็นรสขม
และจบลงด้วยความเย็นชา
คุณมักกระซิบบอกฉันอย่างแผ่วเบาเสมอ
‘เวลา’ สิ่งที่เราไม่ต้องใช้เงินตราซื้อหา
แต่ทั้งสร้างและทำลายได้หากผู้ใช้ไม่สำนึกถึงคุณค่าของมัน
ได้ยินเสียงเตือนจาก
รอยยิ้มในแววตาสีน้ำตาลของคุณทีไร
ทำให้ฉันต้องยอมจำนนกับรสคำที่ได้ยิน ทิ้งความต้องการอยากเอาชนะไปโดยไม่ลังเล
สำหรับฉัน
รสดุดันของถ้อยคำที่เราต่างแลกเปลี่ยน
ไม่ตอกตรึงอยู่ในความจดจำมากเท่าใด
เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม
แผ่นอกกว้างที่ฉันมักใช้ต่างหมอนหนุนนอนต่างหากเล่า
ที่ฉันใช้แทนความหมายของความอบอุ่น
ฉันได้กลิ่นหอมของความสุขทุกครั้งยามเราสนทนาโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือใดๆ
แม้ว่ากรุ่นกลิ่นแห่งรสชาติหอมหวานของคำพูดจะไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก
ฉันได้แต่บอกตัวเอง
นับจากวินาทีที่ได้รู้ว่า
คุณมีเงาอยู่ข้างกายมาเนิ่นนาน
จงตักตวงเวลาแห่งความสุขนี้ให้มากที่สุด
เวลาที่ฉันเป็น ‘แสงสว่าง’ ของคุณ
แต่ทุกครั้ง..ก็ไม่อาจแสร้งเมินหนี
เพราะรู้ดีว่า
‘เงาและแสงสว่าง’ ต่างมีความสำคัญเท่ากัน
๑๓.
จริงสินะ
ฉันเองก็เบื่อหน่ายกับเรื่องรักเก่า เก่า เหล่านี้เต็มที
ทุกครั้งที่ได้ยินนิทานสอนใจจากปาก
อ่านจากตัวอักษร
ฉันเป็นต้องถอนลมหายใจเบา เบา ถามตัวเองอยู่เสมอ
‘โลกใบนี้ไม่มีอะไรใหม่แล้วจริงหรือ’
แม้กระทั่งเรื่องราวระหว่างฉันกับคุณ
ฉันก็ซึ้งแก่ใจดีว่าไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่จะทำอย่างไร
เมื่อฉันไม่เข้มแข็งพอจะเอ่ยคำลาแล้วสะบัดหน้าหนีจากเรื่องเล่าเก่า เก่า นี้ได้
กับประโยคที่ใคร ใคร มักใช้
‘เราพบกันเมื่อสายเกินไป’
ฉันกลับกระดากปากที่จะเอ่ยเช่นเดียวกันนั้นกับคุณเหลือเกิน
ฉันจึงทำให้เรื่องง่ายขึ้น
โดยโยนให้ชะตาเป็นผู้รับผิดชอบกับการพบกันของเรา
‘ทุกสิ่งถูกลิขิตไว้แล้ว’
นั่นคือคำปลอบใจที่ต่างมีให้แก่กันในยามต้องสู้กับสำนึกแห่งความรู้สึกผิด
แม้จะเป็นเพื่อนบ้านซอยเดียวกันในวัยเยาว์
แต่เราทั้งคู่ก็ไม่เคยได้รู้จัก สบตา ทักทายแม้แต่น้อย
หรือเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาที่ เจ้าชายทะเล และเจ้าหญิงดอกไม้จะได้พบกัน
ทั้งสองจึงต้องออกเผชิญโลกกว้างตามลำพัง
รอนแรมไปอย่างอ้างว้าง
ในวันนั้นฉันได้เพียงแอบฝันและเฝ้ารอเช่นหญิงสาวทุกคนบนโลกว่า
สักวันอาจได้พบกับ ‘เขา’
ผู้เปลี่ยนฟ้าที่มืดมิดให้เป็นราตรีที่มีแต่ดาวพร่างพราย
หากเมื่อ ‘เขาคนนั้น’ กลายเป็น
ผู้ชายไร้เงาจันทร์ เพียงฝันรำพันดาว คนนี้
ฉันจำหัวเราะเยาะตัวเองบ่อยๆ
“ถ้าเป็นสิ่งของ ซื้อหนึ่ง แถมหนึ่ง ถึงจะน่าพอใจ”
แต่นี่คือ ‘คนที่ใช่’
ฉันควรเข้าไปยืนตรงมุมไหนของหัวใจเขาดีล่ะ
เพื่อไม่บดบัง ‘เงา’ ซึ่งอยู่ข้างกายมาแสนนาน
หวนอ่านนิทานก่อนนอนเรื่องเก่า เก่า
เคยฟังคำบอกเล่าจากปากต่อปาก
ประโยคสุดท้ายของปลายเรื่องมักจบว่า
“แล้วเจ้าหญิงกับเจ้าชายก็ครองรักกันอย่างผาสุขนับแต่นั้นมา”
แต่เรื่องเล่าของสองเรา
ไม่เหมาะใช่ไหมที่จะใช้เป็นนิทานสอนใจ
กล่อมให้เด็กฟัง
เพื่อนอนหลับฝันดี
๑๔.
ฉันพลิกตัวให้อยู่ในท่าตะแคง จ้องมองดูรอยยับของผ้าสีเย็นตาที่ใช้ปูต่างที่นอน
รอยยู่ยี่ทำให้ลายดอกไม้บนผ้าดูแปลกไปจากที่เป็นจริง
เพ่งสายตาเลาะไล่ไปตามคลื่นของผืนผ้า
แล้วก็หัวเราะกับตัวเองเบาๆ
รอยหยักคดโค้งของผ้า
หาใช่เส้นลายมือที่สามารถบอกถึงเส้นทางชีวิตของคนที่เพิ่งขยับกายจากไปไม่
ฉันพลิกตัวกลับมานอนในท่าคว่ำหน้าซบหมอน
กลิ่นกายของคุณยังซอกซอนอยู่ในเนื้อผ้าที่ฉันแนบหน้าซบ
ไอหอมของเครื่องดื่มร้อนๆ โชยมาแตะจมูก
ฉันยิ้มให้กับรอยยับของผ้าลายดอกไม้
ทุกครั้งที่คุณมาเยือน ‘รวงรัง’
ไม่เคยเลยที่จะไม่ปลุกฉันด้วยเครื่องดื่มซึ่งหลายคนนิยามรสชาติว่า ‘ขมขลัง’
“ความรัก…ไม่มีจริงหรอก
เป็นเพียงแค่ปฏิกริยาทางเคมีของร่างกาย
ไม่ต่างอะไรจากการกินช้อคโกแลตมากเกินไป”
คำพูดของนักแสดงชายที่รับบทบาทซาตานในหนังเรื่องหนึ่งดังก้องขึ้นในสมองด้านที่ถนัดในการใช้เหตุผล
“ ‘อย่าปล่อยให้ ‘หัวสมอง’ มาแทรกแซง ‘หัวใจ’ ”
เสียงหญิงสาวจากหนังที่เธอรับบทบาทหลานสาวของอัจฉริยะบุคคลผสานดังขึ้น
ฉันลอบถอนใจช้าๆ กลัวว่าคุณจะได้ยินถึงความคิดของสมองสองซีกที่กำลังแย่งชิงกันเป็นใหญ่ในตอนนี้
และขณะสายตากวาดไล้ไปตามเพื่อนสนิทที่วางอัดกันแน่นอยู่ตามฝาผนังข้างที่นอน
ฉันไล่เรียงมองหาเพื่อนที่กำลังตกอยู่ในภาวะเดียวกัน
หวังให้พวกเขาปลอบขวัญหรืออย่างน้อย..ก็ช่วยให้ฉันตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
‘คุณหญิงกีรติ กับ นพพร’
คงไม่ให้คำตอบที่ใกล้เคียงชีวิตฉันในปัจจุบันขณะ เพราะฉันไม่ได้สูงศักดิ์เช่นคุณหญิง
แม้จะผ่านการแต่งงานมาแล้ว แต่ตอนนี้โซ่รัดสายนั้นก็ถูกปลดออกจากใจฉันแล้วเช่นกัน
ฉันมีอิสระ ไม่ได้ทำสิ่งที่หมิ่นศักดิ์ศรีชายคนใด
คุณก็ไม่ได้เยาว์วัย หรือลุ่มหลงในความงามของฉันเหมือนดั่งนพพร
ก็คุณพูดย้ำให้ฉันได้ยินอยู่บ่อยครั้ง
‘สิ่งที่ทำให้ผมหลงใหลในตัวคุณคือสมองของคุณ’
และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉันเบือนหน้าจากคุณหญิง เพราะฉันไม่ต้องการตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน
และฉันก็ไม่ภูมิใจแม้แต่น้อยที่จะตายอย่างสุขใจเพียงเพราะพบคนที่ฉันรัก
แล้ว ฮันนา กับ ไมเคิล ล่ะ
เผอิญฉันเป็นหญิงสาวที่อ่านออก เขียนได้มาแต่เยาว์
ชายหนุ่มของฉันก็ไม่ได้มีอายุห่างน้อยกว่าฉันถึงสองเท่าเหมือนเช่นเขาทั้งคู่
ฉากที่ทำให้ฉันคิดถึงเพื่อนสองคนนี้อยู่บ่อยๆ คือ ทั้งคู่มักอาบน้ำพร้อมทั้งร่วมรักกันเสมอ..เท่านั้นเอง
สายตาฉันไม่ยอมหยุดเฉย ยังคงเลียบเลาะหาเพื่อนสนิท พร้อมกับที่เสียงคุณดังขึ้นในห้วงคิด
“คุณเป็นส่วนที่มาเติมชีวิตที่ขาดหายของผม โปรดอย่าทำให้กลายเป็นส่วนเกินในชีวิตผมเลยนะ”
“ผมคบกับคุณ เพราะผมรู้สึกตั้งแต่นาทีแรกที่เราสบตากันว่าคุณไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไป ที่คิดว่า ความรักคือการครอบครอง คุณเคยพอใจเสมอไม่ใช่หรือที่เราสองมีที่ว่างระหว่างทางเดินเพื่อไปสู่ฝันที่ เรากำลังสร้าง
ผมฝันอยากมีหนังสือที่เขียนขึ้นจากมือผมเอง คุณหวังอยากสร้างสำนักพิมพ์ที่ไม่จำเป็นต้องพิมพ์แต่หนังสือติดอันดับขายดี เท่านั้น ยังจำได้ไหม ผมเคยบอกไว้ ชื่อของคุณมีความหมายสองอย่างสำหรับผม นั่นคือ หนังสือ และตัวคุณ อย่าให้ผมต้องเลือกเลย ทั้งสองอย่างนั้นมีค่าสำหรับผมเท่ากัน”
หวนนึกถึงค่ำคืนที่ยาวนานและเย็นเยือก
ที่เพิ่งผ่านพ้นไป
หลังจากคุณจบบทสนทนา
ด้วยประโยคที่ทำให้ฉันคล้ายดั่งคนที่ทะลึ่งพรวดขึ้นจากน้ำ เพื่อไขว่คว้าสูดเอาอากาศเข้าปอดให้เต็มที่
สองมือเปะปะหวังจะหาฟางเส้นสุดท้ายไว้ยึดเหนี่ยวเพื่อไม่ให้จมน้ำ
“คุณคือแสงสว่างในเวลาที่เราสองได้ใกล้ชิดกัน แต่เธอคือเงาที่ผูกพันข้างกายผมมาเกือบครึ่งชีวิต”
ความคิดที่กำลังเตลิดไปไกลถูกดึงกลับมาจดจ้องอยู่ที่ชั้นหนังสือซึ่งวางซ้อนเบียดกันอีกครั้ง
เมื่อสองตามาสะดุดหยุดที่ ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต
“…ว่าตามจริง คำถามที่จัดว่าสำคัญอย่างแท้จริง ก็คือคำถามที่แม้แต่เด็กๆ ก็รู้จักถาม มีแต่คำถามที่ไร้เดียงสาเช่นนี้แหละที่สำคัญอย่างแท้จริง มันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ คำถามที่ไม่มีคำตอบคือเส้นขวางกั้นที่ไม่มีทางทลายได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คำถามที่ไม่มีคำตอบเป็นตัวบอกขีดจำกัดของความเป็นไปได้ในตัวมนุษย์ มันบ่งให้เห็นขอบเขตของการดำรงอยู่ของมนุษย์”
ให้ฉันถามคุณด้วยคำถามเดิมเถิดนะ
“ฉันคือใครในความหมายของคุณ”
เพราะฉันไม่แน่ใจว่าควรให้ใครมาช่วยไขความระทมทุกข์ที่อัดอยู่ในใจเวลานี้
เทเรซ่า หรือ ซาบีน่า
คุณตอบฉันอีกครั้งได้ไหม

๕.
‘จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตที่เราโชคดีได้เจอคนที่รักเราและคนที่เรารัก’
คุณเห็นด้วยกับประโยคนี้ไหม
คุณต้องว่าฉันอีกแน่เลยที่ ‘จำขี้ปากใครมาพูดอีกล่ะคราวนี้’
เป็นขี้ปากจากนายวิลเลียม แท็กเกอร์
ตัวละครชายจาก notting hill ไง
หนังเรื่องโปรดของฉันที่ดูแล้วดูเล่า ก็ไม่เบื่อเลยสักครั้ง
และฉันรอเวลา…ในการดูแล้วดูเล่าของฉัน
หวังจะมี ‘สักครั้ง’ ที่เราจะได้ดูหนังเรื่องนี้ ‘หนังโปรดของฉัน ซาวแทรก์ม้วนโปรดของคุณ’ พร้อมกัน
คุณเคยคิดเหมือนฉันไหม
ถ้าเราทำได้เช่นเดียวกับเด็กนักเรียนทดลองวิทยาศาสตร์
คุณจะไม่มาพบหน้าฉันหลังจากที่เราคุยโทรศัพท์กันข้ามคืนในครั้งนั้น
ฉันไม่รู้เลยว่า
การพบกันในค่ำคืนที่ยังไม่ดึกนัก คืนนั้น
จะทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้
แต่แล้ว
ฉันก็ถามตัวเองใหม่ว่า
ถ้าฉันสามารถทำการ ‘ทดลองความปรารถนา’ ได้ล่ะ
ฉันจะขอย้อนกลับไป..ไม่โทรถามคุณว่า
‘คิดอยากจะกินกาแฟและสบตากันบ้างไหม’
เพื่อที่จะได้ไม่เกิดเรื่องราวต่างๆ ตามมามากมาย..เพราะในเรื่องราวเหล่านั้น…หลายเรื่อง…ที่ฉันต้องรินน้ำตาให้
ฉันเฝ้าเพียรเล่าเรื่อง ‘ของเรา’ ให้ตัวเองฟัง
น่าแปลก
ตัวฉันเองยังไม่ยอมเชื่อเลยว่า
‘คุณหรือคือคนที่ฉันตามหามาตลอดชีวิต’
แม้หากมนุษย์สามารถทำการทดลองความปรารถนาได้
..ฉันก็ยังคงอยากพบหน้าและสบตาคุณค่ะ…
๖.
“แย่แล้วล่ะ เกิดเรื่องแล้ว”
“เกิดอะไร ใครเป็นอะไรยะ”
เสียงเพื่อนรักโวยวายกลับมาตามสายเมื่อได้ยินน้ำเสียงตื่นเต้นของฉัน
“ฉันกำลัง ‘ตกหลุมรักคนที่ไม่ใครเห็นหน้า’ น่ะสิ”
เสียงทางปลายสายเงียบไปชั่วขณะ เดาว่าเพื่อนรักของฉันคงกำลังงัวเงีย
เรียกหาสติกลับคืนมา เนื่องจากขณะนั้น ยังเป็นยามเช้า
“ไปตกหลุมรักใครเข้าล่ะ”
“ไม่รู้”
“เอาเข้าไป เพื่อนฉัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น เล่ามาซิ”
เสียงเพื่อนเริ่มหงุดหงิดกับอาการอ้ำอึ้งของฉัน
“ก็ไม่รู้จริงๆ นี่”
“หล่อนสติดีอยู่หรือเปล่า ไม่รู้ว่าเป็นใคร แล้วไปหลงรักได้ไงยะ”
เพื่อนแหวกลับด้วยเริ่มจะหมดความอดทนและหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะการนอน
นั่นสินะ
หลายครั้ง ยามอยู่ตามลำพัง
ฉันมักทบทวนเหตุการณ์ที่ทำให้มีวันนี้
‘วันที่เราสองคนมาเดินร่วมทางเคียงข้างกัน’
แล้วก็ให้นึกฉงนที่ตัวเอง
ได้มีโอกาสสัมผัสถึงคำพูดที่เคยได้ยินมา
‘เป็นเพราะทุกสิ่งถูกลิขิตไว้แล้ว’ จริงๆ
ฉันเองก็เป็นเช่นเดียวกับคนอีกมากมาย
บนโลกสีน้ำเงินใบนี้
ที่ใช้เวลาส่วนหนึ่งในแต่ละวันเข้า ‘กระทู้’
แผ่นกระดานบนหน้าจอ
เครื่องมือบอกความคิด ความรู้สึกของผู้คนยุค ‘เพียงนิ้วเดียวก็เที่ยวได้ทั่วโลก’
เรื่องไหนที่อยู่ในความสนใจ
ฉันก็เข้าไปร่วมแบ่งปันด้วยในบางคราว
มาวันหนึ่ง
กระทู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในกระดาน
ที่ฉันเยี่ยมอ่านทุกวัน
ทำให้ฉัน…ใจเต้นแรง…
เพียงได้เห็นชื่อเจ้าของกระทู้ที่ยาว…
(ฉันยังเคยบอกเขาเลยว่าต้องหยุดพัก..หายใจ..ก่อนจะขานชื่อเขาจบ)
โดยที่หาคำตอบยังไม่ได้จนถึงนาทีนี้ว่า
..เพราะอะไร…
ฉันหมั่นเข้าไปตอบคำถาม
แสดงความเห็นกับเรื่องราวที่เขาแปะติดไว้
ราวกับตัวอักษรที่เรียงรายอยู่หน้าจอในเวลานั้น
คือแม่เหล็กที่ดึงความสนใจของฉัน
แล้วอยู่มาอีกวันหนึ่ง
ชื่อยาว…ชื่อนั้นก็หายไป…
ความอยากรู้อยากเห็น…รบกวนจิตใจตลอดเวลา
ทุกครั้งที่เข้ามาในโลกของการสื่อสาร
ผ่านตัวอักษร
ฉันเมียงมอง..หวังจะเห็นชื่อนั้น
เขาเงียบหายไปนาน…เหลือเกิน
…หรือเขาจะไม่เพียงไร้เงาจันทร์…
แต่…ไร้แม้เงาของตนเองไปเสียแล้ว….
ฉันแอบคิดกังวล
เพราะเคยผ่านการเสียเพื่อนรักโดยไม่คาดคิด
จนกลายเป็น…ความหวาดหวั่น..ที่ฝังใจฉันนับจากนั้นมา
ฉันรู้ว่า…มนุษย์ล้วนเป็นเช่นนี้
…เราต่างมาจากที่ใด….ไม่มีใครตอบได้…
โลกใบนี้เหมือนเป็นเพียง ‘บ้านชั่วคราว’
ที่เรามาพำนัก
เพื่อเรียนรู้ว่าชีวิตเป็นเช่นไร
…เมื่อพบกับ…
ความสุขยาม…รัก…
ความขุ่นแค้นจาก…เกลียด…
ความรุ่มร้อนของ…โกรธ…
ความอยากไม่สิ้นสุดใน..โลภ
ความมืดมิดเมื่อ…หลง….
ความเหว่ว้าเวลา…เหงา…
ความเจ็บร้าวจน…ทุกข์
ความเศร้าเพราะ…เสียใจ
…แล้วหลังจากนั้น
เราทุกคนล้วนต้องจาก ‘บ้านชั่วคราว’ หลังนี้ไป
โดยไม่รู้เหนือ ใต้ เหมือนเช่นยามมาพบกัน
หลังจากทนความอยาก…รู้….ไม่ไหว
ฉันจึงรวบรวมความกล้า
เขียนจดหมายโดยใช้หน้าจอแทนกระดาษถึง
…ผู้ชายไร้เงาจันทร์ เพียงฝันรำพันดาว…
แม้ยังไม่แน่ใจว่า..ตัวเองทำสิ่งที่ถูกหรือไม่…
นับจากนั้น
การเดินทางของความสัมพันธ์
ระหว่าง ‘ฉันกับคุณ’ ก็เริ่มต้นขึ้น
๗.
ฉันมีเรื่องจะสารภาพ
อยากจะเรียกว่า ‘การแก้ตัว’ มากกว่า
จดหมายที่ฉันส่งผ่านสายโทรศัพท์
ไปยังคุณฉบับแรก
ไม่ควรจะนับว่าเป็นการผิดกฎ
ของการ ‘นัดบอดทางเน็ต’
เพราะนาทีนั้น
ฉันเพียงอยากรู้จักตัวอักษรคุณให้มากขึ้น
เท่านั้นเอง
อาจเป็นเพราะฉันเห็นความคิด
ที่ ‘ช่างเย้ายวนและชวนให้ค้นหา’
ซ่อนอยู่ระหว่างช่องไฟของตัวหนังสือที่เรียงราย
ยามที่คุณมาติดไว้บนกระดาน
ฉันเองเพิ่งเริ่มถางทางฝันแห่งการทำหนังสือ
จึงอดคิดไม่ได้ว่า
เมื่อถูกชะตากับตัวอักษรของเขาได้เพียงนี้
บางที
ฉันอาจจะได้ ‘เพื่อนร่วมอาชีพ’ เพิ่มขึ้นมาอีกคน
ดังนั้น
เราจึงต่างส่งจดหมาย
โดยเรื่องราวที่เล่าสู่กันและกัน
ล้วนวนเวียนอยู่แต่ตัวอักษรที่มีคนเขียน
แล้วเราได้อ่าน
และเรื่องราวที่เราอยากอ่าน
แต่ยังไม่มีใครผสมผสานตัวอักษรเหล่านั้นขึ้นมา
และแล้ว
ช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ ‘แรกคบ’
ก็ชิดใกล้เข้ามา
เมื่อเพียงพบหน้า สบตาในครั้งแรก
เราทั้งคู่เริ่มรู้สึกอยากให้
‘ใจสองใจได้สบกัน’
เสียงเพลง ‘ขอบคุณ’
ล่องลอยเข้ามากระทบความรู้สึก
ฉันหวนนึกถึงเสียงทุ้มนุ่มแผ่วเบา
ที่กระซิบคลอเคลียข้างแก้ม
‘คุณเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตผม
ขอบคุณที่ให้โอกาสผมได้รู้จัก
ไม่เพียงแต่ความคิดของคุณเท่านั้น’
ทุกครั้งที่ยินคำคุณกระซิบคำนั้น
ฉันยิ้มตอบด้วยดวงตา
ซบหน้าลง ณ ที่เนื้อกายคุณเต้นเป็นจังหวะ
พูดกับหัวใจที่อยู่ภายในนั้น
เหมือนจะย้ำบอกตัวฉันเอง
‘อย่าเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์
แต่จงหวังว่ามันจะเกิดสักครั้งในชีวิต’
๘.
‘ยังจำใบหน้าและนัยน์ตาตื่นๆ คู่นั้นของเธอได้ดี
น่ารัก ตลกไม่เคลือบแฝงสารพิษใดๆ
…ดีชมัดเลย’
สำหรับวันที่ 4 มกราคม 2545
ร้าน ‘อาหารขยะ’ แห่งหนึ่ง
กลางใจเมืองหลวง
สองทุ่มเศษๆ
ฉันแอบหัวเราะกับตัวเองบ่อยครั้ง
เมื่อสายตาพบกับข้อความเก่าๆ
ที่เราเขียนหากันโดยใช้จอคอมพิวเตอร์
แทนกระดาษ
นึกถึงท่าทางของคุณ
ที่ชอบเก็บบทสนทนาของวันที่เราพบกันครั้งแรก
มาล้อเลียนฉันเสมอ
“คนอะไร๊ รีบมา…รีบไป”
ฉันกระหืดกระหอบมาพบคุณ
เพราะรู้ตัวว่า…สาย…
ทั้งที่ฉันเพียงอยากมาช้ากว่าเวลานัด
…สักหน่อย…เท่านั้น
แต่ด้วยความที่เป็นคนมีจังหวะก้าวเดินช้า
ฉันคำนวณเวลา ‘ตั้งใจสาย’ ผิดพลาดไป
ไม่ว่าจะเป็นอะไร
ถ้าเกี่ยวกับตัวเลขล่ะก็
ฉันมักไม่ค่อยแม่นยำเช่นนี้เสมอเลย
คุณเงยหน้าขึ้นจากแก้วกาแฟเย็น
เมื่อเห็นฉันมายืนอยู่ตรงข้าม
พร้อมเสียงหอบ…ด้วยหายใจแทบไม่ทัน
และฟังฉันอ้างว่าเพราะมาสาย
เลยรีบจ้ำพรวดมากไป
คุณคงขำกับ ‘เหตุผล’ ของฉัน
เพราะฉันแอบเห็น ‘ยิ้มที่กลั้นไว้’ อยู่หลายหน
แต่ฉันยังไม่เคยบอกเหตุผล
ที่ทำให้ฉันเหนื่อยอย่างแท้จริงกับคุณเลยใช่ไหม
นั่นเพราะหัวใจฉันกำลังเต้นแรง สั่นระทึก
เนื่องจากนี่คือครั้งแรก
ที่เราโต้ตอบบทสนทนาแบบ
ได้ยินเสียงโดยเห็นหน้าและสบตา…ด้วยกัน
ด้วยเห็นว่ายังไม่ดึกนัก
เราสองคนจึงชวนกันไปเยี่ยม
‘เพื่อนสนิท’ ที่วางเรียงรายอยู่บนชั้น
ในร้านซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่เรานัดพบกัน
ระหว่างเดินชมเพื่อนใหม่ๆ
คุณถามเหมือนต้องการรู้
‘รสนิยมการคบเพื่อนของฉัน’
ว่าอยากให้คุณได้รู้จัก ‘เพื่อนคนไหน’ บ้าง
ฉันชี้ไปที่ ‘วันอังคารกับคุณมอริส’
และบรรยายสรรพคุณของเพื่อนคนนี้ว่า
“มีคำให้คิดมากมายสำหรับคนที่รู้ตัวว่า
ใกล้ถึงวันลาจากโลกนี้ไป”
คุณหยิบมาถือในมือไว้
และถามต่อว่า “เล่มไหนอีก”
ฉันจึงพาไปที่ ‘ไหม’
และพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“ฉันอ่านเล่มนี้มาตั้งแต่ครั้งแรก
ที่ออกมาวางบนชั้น
วันนั้น ไม่เห็นมีใครสนใจ ‘ไหม’ เลย
แต่พอ ‘พ่อนักพูดคนเดียว’
เอามากล่าวสรรเสริญไว้ในหนังสือที่เขาเขียน
ทั้งคนขาย คนอ่าน ก็ต่างพากันหาหนังสือเล่มนี้กันให้วุ่น”
แล้วฉันก็หันมาถามคุณ
‘เป็นคุณ จะดีใจหรือเสียใจกันแน่ที่ต้องรอให้
‘คนดัง’ มาชี้นำ
หนังสือคุณถึงขายได้”
คุณยิ้มแทนคำตอบ
แล้วถามเบาๆ ว่า
“เล่มนี้ล่ะ คุณมีหรือยัง”
ฉันเหลือบมองมือที่ยื่นออกมา
นิ้วเรียวยาวทั้งห้าโอบ
‘โตขึ้นผมอยากเป็นหมา’ ไว้
ฉันยิ้ม
“อ่านแล้ว สนุกดีค่ะ เก็บไว้เถอะ”
คุณชะงัก
มือที่ยื่นออกมาจึงรวบหนังสือเล่มสีเขียวบางๆ เล่มนั้นกลับเข้ารวมกับ ‘คุณมอริส’ และ ‘ไหม’
ฉันเดินชมเพื่อนที่วางมากมายอยู่บนชั้นถัดไป
มีคุณเดินตามมาใกล้ๆ
ไหล่เราสองคนกระทบกันโดยไม่ตั้งใจ
ฉันไม่ได้ยินคำขอโทษ
ขณะเอื้อมมือไปตั้งท่าจะหยิบ
‘ผีเสื้อและนักประดาน้ำ’ มาใส่ไว้ในมือคุณ
เสียงห้ามเบาๆ ก็ดังขึ้น
“พอแล้วครับ ไม่เช่นนั้น เดือนนี้ทั้งเดือน
ผมอาจต้องต้มเพื่อนคุณกินแทนข้าว”
ออกจากร้านหนังสือ
ฉันบอกคุณว่า ฉันคงต้องกลับบ้านเสียที
คุณถามว่าฉันใช้พาหนะใด
“รถไฟฟ้า แล้วไปต่อรถเมล์
จากนั้นก็นั่งมอเตอร์ไซค์ไปถึงหน้าบ้าน”
คุณขอไปส่งที่ป้ายขึ้นรถไฟฟ้า
ฉันจึงเลื่อนความตั้งใจ
ที่จะขึ้นรถป้ายประจำที่ใช้ทุกครั้ง
ไปเป็นป้ายถัดไปแทน
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
ถึงอยากยืดระยะทางแห่งการเดินให้ไกลออกไปมากกว่าที่เคยทำ
เรามาหยุดที่ป้ายรถเมล์
คุณแปลกใจที่ฉันเปลี่ยนใจไม่นั่งรถไฟฟ้า
ฉันกลบเกลื่อนเหตุผลที่แท้จริง
บอกเพียงว่า
“ก็ดึกแล้ว รถเมล์ว่าง ไม่ต้องขึ้น ลง หลายทอด”
เรายืนคุยกันโดยไม่สนใจว่า
รถประจำทางหมายเลขที่สามารถพาฉัน
ไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยบ้าน
ได้ผ่านมาจอดรอรับส่งคนหลายคันแล้ว
แล้วบทสนทนาของเราก็ถูกขัดจังหวะ
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อคุณดังขึ้น
พอได้ยินคำพูดคุณโต้ตอบกับปลายสาย
วินาทีนั้นเอง
ฉันตัดสินใจเด็ดขาด
ไม่ว่าเป็นรถหมายเลขใด
สามารถพาฉันไปถึงบ้านได้หรือไม่ก็ตาม
ฉันจะพาตัวเองออกไปจากสายตาคุณ
คุณคงงุนงงที่ฉันผลุนผลันบอกลา
และก้าวขึ้นบันไดรถ
จากไปทันที
ฉันกลับถึงบ้านโดยปลอดภัย
ไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น
เหมือนที่คุณแกล้งขู่ฉันไว้
ในบางตอนของการสนทนา
ขณะะนั่งที่ร้านอาหารขยะร้านนั้น
คุณถามว่าทำไมถึงกล้ามาพบคุณ
ไม่กลัวว่าจะถูกล่อลวง
เหมือนอย่างข่าวที่ได้ยินมาบ้างหรือ
ฉันตอบว่า ฉันเชื่อว่าตัวเองโตพอ
จะรู้จักรักษาตัวรอดได้
แต่ฉันก็สารภาพกับคุณเสียงอ่อยๆ ว่า
‘นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันมีนัดแบบนี้’
ฉันไม่ได้กังวลหรอกว่าจะถูกทำร้ายร่างกาย
เป็นเพราะบางถ้อยคำที่ได้ยินจากการโต้ตอบของคุณกับโทรศัพท์ต่างหากเล่า
ที่รบกวนจิตใจฉัน
ฉันกดปุ่มบนแป้นพิมพ์
คลิกหาจดหมายเก่าๆ ที่บันทึกความรู้สึก
เมื่อครั้งแรกพบคุณไว้
เพียงเสียงดีดนิ้ว
ฉันลืมตาขึ้นมา
เพื่อพบว่ามีคุณอยู่ตรงหน้า
ความหวั่นไหวจางหาย
ไออุ่นกรุ่นรอบกาย
ทางเท้าที่เคยเหยียบย่ำตามลำพัง
จังหวะแห่งการก้าวกลับเปลี่ยนไปพลัน
เมื่อคุณมาเดินเคียง
…
ฉันยินเสียงดีดนิ้ว
เหลียวมองหา
พบเพียงเงาของตนเอง
กับแสงวอมแวมของดวงไฟ
นึกถึงคำของใครบางคน
“เงาและแสงสว่างต่างมีความสำคัญเท่ากัน”
สำหรับวันที่ 4 มกราคม 2545
ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่ง
สี่ทุ่มเศษๆ
ไม่คาดคิดเลยว่า
นับจากคืนนั้น
ฉันยังคงต้องอยู่กับเงาและแสงสว่าง
แห่งความสัมพันธ์ของเราไปอีกนาน…
๙.
“จำตอนที่ไหล่เรากระทบกัน
ในร้านหนังสือได้ไหม…
ที่จริงผมไม่รู้สึกผิด
อย่างปากที่เอ่ยขอโทษคุณหรอก
กลับรู้สึกราวกับเราเป็นคนคุ้นเคยกันมานาน
เป็นเรื่องแปลกนะสำหรับผม”
คุณย้อนความรู้สึก ‘แรกพบ’ ให้ฉันรับรู้
ในช่วงหนึ่งของการใช้เวลา
เพื่อสร้างทางแห่ง
‘การเรียนรู้จักใจของกันและกัน’
และแล้ว
คุณก็เอ่ยคำถามที่ทำให้ฉันนิ่งงัน
“บอกได้ไหม ผมคือใครในความหมายของคุณ”
ใช่ว่าฉันจะไม่เคยถามใจตนเอง
ด้วยคำถามเดียวกันนี้
หลายครั้งที่เพียรค้นคำตอบให้ตรงกับความรู้สึก
เพราะนับแต่เริ่ม…ตกหลุมรักทางสาย…
กับคุณ..ก็ไม่เคยจะใช้คำว่า ‘คิด’ อีกต่อไป
ฉันเพียงบอกตัวเอง
“จงใช้ความ ‘รู้สึก’ กับเขาคนนี้”
เมื่อยินคำถาม
ฉันแนบแก้มไว้ที่แผ่นอกด้านซ้ายของคุณ
พลันได้ยินเสียงจากชิ้นเนื้อขนาดเท่ากำมือ
ที่อยู่ภายในกาย
…เสียงเต้นของหัวใจคุณ…
คือบทกวีที่ไพเราะที่สุดที่ฉันเคยได้ยินมา
…เสียงเต้นของหัวใจคุณ…
คือจังหวะที่ฉันเฝ้าตามหามาตลอดชีวิต
และชั่วขณะแห่งหัวใจของสองเราแนบชิดกัน
ฉันรู้ทันที
คุณคือ…
คนที่จังหวะของหัวใจเต้น
เป็นเสียงเดียวกับของฉัน
ทันใดนั้น
ฉันจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
ที่มีแสงกะพริบพร่างพราย
เอ่ยกระซิบขอบคุณดวงดาวนับพัน
“ปาฏิหาริย์…ได้เกิดขึ้นกับฉันแล้ว…”
๑๐.
นิทานเรื่องเก่า ที่สองเรายังไม่รู้ตอนจบ
“ผมรักทะเลมาก” คุณเอ่ยขึ้นในค่ำคืนหนึ่งของการสนทนาผ่านสาย ซึ่งบัดนี้กลายเป็นหนึ่งในภารกิจประจำวันของเราทั้งคู่ไปแล้ว
“คุณล่ะ”
ฉันยิ้มให้กับรูปทรงของสิ่งที่ส่งเสียงออกมาได้ซึ่งกำลังถืออยู่ในมือ พลางคิดในใจ ‘หรือนี่คือชะตาลิขิต’
“ถ้าให้เลือก ฉันมักขอไปนอนฟังเสียงคลื่นซัดหาฝั่งแทนเสียงใบไม้คุยกันเสมอค่ะ”
แล้วนิทานที่เราสองร่วมกันแต่งก็เริ่มขึ้น
คุณคือเจ้าชายแห่งทะเล ส่วนฉันเป็นเจ้าหญิงแห่งดอกไม้
แม้นิทานเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีใคร ใคร เคยเล่าขานตำนานของเจ้าชายและเจ้าหญิงคู่นี้มานักต่อนักแล้วก็ตาม เราสองเพียงแต่หวังว่าสุดท้ายของปลายนิทานคงไม่ใช่การลาจาก อย่างน้อย เรื่องเล่าของเราคงไม่สั้น เศร้า หรือจบลงด้วยความร้าวรอน
“ทำไมคุณถึงหลงใหลในเกลียวคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนัก” ฉันถามถึงที่มาของความรักที่คุณมีให้กับทะเล
“ผมเองก็ไม่แน่ใจ รู้เพียงว่าเวลาที่ผมได้ลงไปนอนในอ้อมกอดของเธอ ผมเป็นสุขทุกครั้ง ทะเลทำให้ผมรับรู้ถึงสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยสายตาว่ายังมีอยู่มากมาย”
“คุณกำลังพูดถึง ‘เจ้าชายน้อย’ ใช่ไหม”
“ใครกัน ‘เจ้าชายน้อย’ ”
ฉันเลิกคิ้วข้างหนึ่งให้กับเสียงที่ลอดออกมาจากสาย ‘เออแฮะ ยังมีคนไม่รู้จักเด็กชายที่มาจากดาว บี 612 ด้วยหรือ’
และแล้วเรื่องเล่าที่กล่าวขานกันมาเนิ่นนานถึงความรักที่แสนบริสุทธิ์ ระหว่างเจ้าชายน้อย ดอกกุหลาบ และการสร้างความสัมพันธ์ที่เจ้าชายน้อยมอบไว้ให้หมาป่าก็ขับขานขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางกรุ่นอายแห่งมิตรภาพของหนึ่งหญิง หนึ่งชาย ที่ถูกกางกั้นให้ห่างไกลด้วยปลายสายโทรศัพท์ของทั้งสอง
“หัวใจของเรื่องเจ้าชายน้อยอยู่ที่ประโยคนี้ ‘สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา ต้องใช้หัวใจเท่านั้น’ เหมือนที่คุณมอบหัวใจให้ทะเลไงคะ”
“ผมคงต้องหาเวลาทำความรู้จักกับเขาบ้าง”
และแล้ว จากนั้นไม่นาน
สถานที่ที่ทำให้คุณได้รู้จักกับเด็กชายคนนั้น เด็กชายผมทองมีผ้าพันคอปลิวไสวตลอดเวลา และไม่เคยเหน็ดเหนื่อยที่จะถามคือ ‘รวงผึ้ง’ ชื่อของห้องที่คุณเรียกขานในค่ำคืนแรกที่ฉันตัดสินใจพาคุณไปรู้จักกับแหล่ง พำนักของฉัน
แต่ฉันกลับกระซิบเรียกชื่อห้องนี้ให้ตัวเองได้ยินว่า ‘รังหมาป่า’ หลังจากคุณโบกมือลาจากไปพร้อมกับแสงแรกของเช้าวันใหม่ที่ฉายทาบผืนฟ้า เพราะฉันยังจดจำเรื่องราวของเจ้าสัตว์ที่ออกหาล่าเหยื่อซึ่งเฝ้าเพียรขอให้ เจ้าชายน้อยช่วยทำให้มัน ‘เชื่อง’ ได้ดี
ถึงเจ้าชายน้อย
นับจากวันที่หมาป่าวิงวอนให้เจ้าชายน้อยช่วยทำให้ ‘เชื่อง’ จนถึงวันนี้ที่เจ้าชายน้อยจากไป กลับสู่ดาวบ้านเกิดเพื่อไปดูแล ‘ดอกกุหลาบดอกเดียวในโลก’ หมาป่าก็ยังคงดำรงชีวิตของมันต่อไป
ทุกครั้งที่มันออกล่าเหยื่อ และผ่านไปยังทุ่งข้าวสาลี มันจะหยุดฟังเสียงลมพัดต้นข้าว…นาน…นิ่ง..ก่อนจะออกวิ่งหาอาหารเพื่อ ประทังความหิวต่อ
หมาป่าไม่เคยเลยสักครั้งที่จะไม่หยุดฟังเสียงลมพัดต้นข้าวทุกคราวที่ผ่านทุ่งแห่งนี้
มีเรื่องราวมากมายที่หมาป่าอยากบอกเล่าแก่สายลมที่ทำให้ต้นข้าวไหวเอน
ด้วยหวังว่า เสียงกระซิบเหล่านั้นจะส่งผ่านไปถึงดาวดวงที่ส่งแสงระยิบระยับอยู่บนฟ้า
ซึ่งบางครั้งก็ส่งเสียงหัวเราะกลับมายามได้ยินเรื่องราวที่สร้างความเบิกบานใจ
บางที สายลมก็กระซิบให้ดาวรู้ถึงความหม่นเศร้าที่หมาป่าได้รับจากการถูกทำให้ ‘เชื่อง’
เมื่อนั้น แสงดาวที่กะพริบกลับมายังโลกก็เปรียบเหมือนหยดน้ำตาของเจ้าชายน้อย
ที่พลอยทุกข์ใจยามได้รู้ว่าหมาป่ากำลังเศร้าเพียงใด
มาวันนี้ หมาป่ารู้ซึ้งถึงความหมายของประโยคที่ว่า
“เราเสี่ยงต่อการร้องไห้เมื่อเราปล่อยตัวให้สร้างความสัมพันธ์ขึ้น” อย่างลึกซึ้งแล้ว



เพียงอยากมาบอกว่า