ปู มาพบหมอที่คลินิกเพื่อรักษาโรคหนองใน

เขาเคยไปรักษามาแล้วครั้งหนึ่ง  เมื่อสามเดือนที่แล้ว แต่อาการยังไม่หายขาดทั้งที่เขาไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับใครเลยในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา

“มีหนองออกมา ตอนตื่นนอนจะเห็นชัดมาก  เคยไปหามาครั้งหนึ่ง ตอนเป็น ก็ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์อีก เดาว่าอาจจะยังไม่หาย”

ปูมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกตั้งแต่อายุ ๒๑  โดยคนที่เขามีเพศสัมพันธ์ด้วย ส่วนใหญ่คือคนที่คบในฐานะแฟน ซึ่งเขาบอกว่า เขาคบทีละคน แต่คบได้ไม่นาน

“คนที่คบนานที่สุด ๓ ปี ถือเป็นแฟนคนแรก แต่ไม่ใช่คนที่มีอะไรด้วยนะ คนต่อๆ มาที่มีอะไรกัน ก็มีทั้งที่คบเป็นแฟน และที่รู้จักกัน”

ปูคาดว่าเขาคงติดโรคจากแฟนคนล่าสุดที่คบกันมาเกือบปี และเลิกกันแล้ว เนื่องจากแฟนเขาเที่ยวบ่อย

“เขาไปคุยกับคนอื่น เที่ยวไปกับคนอื่น ขี่รถเล่น กินข้าว ไม่รู้มากกว่านี้หรือเปล่า เขาบอกผมแค่นี้ ใครจะบอกความจริงกับเรา ผมติดจากไหนผมก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้มีอะไรกับคนอื่นตอนคบกับเขา ก็น่าจะมาจากคนนี้ที่เพิ่งเลิกกัน”

เมื่อถามถึงเรื่องการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ปูใช้วิธีหลั่งนอก และยังไม่เคยพลาดจนทำให้ผู้หญิงคนไหนท้อง เหตุผลที่เขาไม่ใช้ถุงยางอนามัยทั้งที่รู้ว่าตนเองกำลังเสี่ยงกับการติดเชื้อเอชไอวีเนื่องจากมีแฟนหลายคน เพราะเขารู้สึกเจ็บทุกครั้งที่สวม

“บางคนว่าผมคิดไปเอง แต่ผมไม่ได้ลองครั้งเดียว ลองแล้วเว้นระยะ  แล้วลองใหม่ ก็ยังเหมือนเดิม ก็เปลี่ยนยี่ห้อ เปลี่ยนแบบบางแบบหนาแล้วก็ยังเจ็บอยู่  เคยคุยกับหมอ เขาบอกว่าคิดไปเองหรือเปล่า เดี๋ยวก็ชิน ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมรู้สึกจริงๆ ผมจะมาหลอกทำไม  ก็รอจนแข็งตัวค่อยใส่ แต่อาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยรู้สึก มันเลยอ่อนลง เลยเจ็บ”

ปูบอกว่าการที่เขาต้องมารักษาตัวด้วยโรคหนองในครั้งนี้ เขาได้บทเรียนหลายเรื่อง อย่างแรกคือ เขามั่นใจว่าแม้จะเจ็บแค่ไหน เขาก็จะพยายามใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง อย่างที่สอง เขาคงต้องใช้เวลามากขึ้นก่อนจะตัดสินใจเลือกคบใครคนต่อไปเป็นแฟน เพราะที่ผ่านมา ผู้หญิงมักไม่บอกความจริงกับเขาถึงเรื่องความสัมพันธ์ในอดีต

“คบได้สักพัก ก็หลุดมาเรื่อยๆ ตอนแรกบอกไม่เคย ต่อมาบอกคนหนึ่ง สักพักสอง สาม สำหรับเรื่องของผม ถ้าเขาไม่ถาม ผมก็ไม่พูด แต่ถ้าถามก็จะบอก  ส่วนใหญ่ผู้หญิงก็จะอยากรู้ แต่เขาก็ไม่ว่าอะไรที่ไม่ใช้ถุงยาง ที่ผ่านมา ผมเลือกผู้หญิงที่คุยกันแล้วรู้สึกดี แต่ตอนนี้ ไม่ใช่แล้ว ยังมีอีกหลายอย่าง เพราะรู้สึกเข็ด เวลาที่เราชอบใคร เราคิดว่าใช่ ถ้าเรารอดูสักหน่อย อาจจะไม่ใช่ก็ได้ อย่างตอนนี้ ถ้ามีคนมาคุย ตอนแรกก็ชอบ แต่พอคุยไปได้สักพัก เขาเริ่มเอาแต่ใจตัวเอง ผมก็เว้นระยะเวลาไปหน่อยดีกว่า เมื่อก่อน ผมมีแฟนเร็ว คุยกับใครก็เป็นแฟนเลย  แต่พอนานๆ ไป เริ่มไม่ใช่อย่างที่เคยคิด”

นอกจากจะใจเย็นกับการเลือกคบผู้หญิงมากขึ้นแล้ว ปูยังปรับปรุงตัวเองใหม่ในเรื่องการเรียน เพราะเขาเคยทำให้แม่เสียใจกับการเรียนไม่จบ ทั้งที่เอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยดังในกรุงเทพฯ ได้

“เรื่องเรียนเมื่อก่อนไม่ค่อยได้เข้าเรียน ทำตัวไม่ดี วันๆ อยู่แต่ห้อง ดูหนัง ทำชีวิตเรื่อยเปื่อย คิดว่ายังไงก็ต้องจบ ทำไมมั่นใจไม่รู้เหมือนกัน แล้วก็ไม่จบ ตอนนี้เรียนใหม่ เรียนดีแล้ว แม่บ่นมาตลอด ๒ ปี บ่นทุกวัน ผมก็เครียด แต่พยายามทำใจ ผมว่าผมคิดได้แล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อน ที่ไม่อยากทำอะไรก็ไม่ทำ แต่ตอนนี้เริ่มบังคับตัวเองได้ รู้สึกว่าพลาดมาก”

สำหรับปู หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาอยากกลับไปตั้งใจเรียนในคณะที่เอนทรานซ์ได้ให้จบใน ๔ ปี เหมือนเพื่อนๆ เพราะแต่ก่อน เขาเป็นเด็กเรียนดี กิจกรรมที่ทำในเวลาว่าง ก็ไม่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไปคือ ดูทีวี อ่านการ์ตูน และสนใจรถมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะเวสป้า เคยเล่นเกมบ้าง แต่เขารู้ตัวดีว่าถ้าเขาเล่นแล้วจะติด เขาจึงไม่ยุ่งอีกเลย เพราะเคยมีประสบการณ์เล่นเป็นเดือนไม่หลับไม่นอน

ชีวิตที่เคยอยู่ในสายตาของแม่มาตลอดเปลี่ยนไป เมื่อได้มาอยู่หอพักที่กรุงเทพฯ ตามลำพัง และเป็นสาเหตุที่เขาวิเคราะห์ตัวเองว่าทำให้เรียนไม่จบ

“คิดว่าเพราะแต่ก่อนอยู่สบายๆ แต่พอมาอยู่หอไม่มีใครมาคอยคุม คงปล่อยตัวเองมากไป ถ้าสายครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไปแล้ว ก็นอนต่อ ผมไม่ใช่คนเที่ยวนะ เพราะคนเที่ยว เขาต้องเที่ยวทุกคืน แต่ผมไปเฉพาะวันศุกร์ หรือวันเสาร์ อาทิตย์ละครั้ง ไปก็กินน้อย กลัวโทรม”

พ่อแม่ของปูรับราชการด้วยกันทั้งคู่ เขามีน้องสาวที่อายุน้อยกว่าเขา ๑ ปี เรียนอยู่ที่เดียวกัน  คนในบ้านที่เขาสนิทด้วยคือ แม่และน้องสาว แต่ก็เหมือนกับวัยรุ่นคนอื่นๆ คือ เขาจะไม่เล่าเรื่องที่คาดว่าแม่จะบ่นให้แม่ฟัง

“พ่อแม่ก็ขี้บ่นตามประสา ถ้าไม่ได้เจอกันนานๆ ก็ห่างๆ กัน ถ้ากลับมาอยู่บ้านก็สนิทกันเหมือนเดิม ห่างกันตอนไปเรียนที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นไม่ค่อยได้กลับบ้าน”

ชีวิตในครอบครัวของปูแม้จะมีกันอยู่ ๔ คน แต่เขากลับไม่ค่อยได้พบหน้าพ่อนัก เพราะพ่อไม่ค่อยกลับบ้าน ภาระค่าใช้จ่ายของเขาที่ได้เงินเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ไม่รวมค่าหอพัก ก็มาจากแม่คนเดียว

“ได้ก็ไม่พอ กินเยอะ ช่วงหลังๆ พอใกล้ๆ สิ้นเดือนจะกินน้อย ก็จะซูบๆ ไป แต่ไม่เคยขอเพิ่ม  เกรงใจแม่ ส่วนพ่อเขาทำตัวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ดื่มเหล้าจัด ไม่ค่อยกลับบ้าน มีผู้หญิง ถ้าผมมีครอบครัวของตัวเองก็ไม่อยากทำตัวแบบพ่อ เขาไม่ใช่ฮีโร่ของผม”

วันนี้ ปูรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองมีความรับผิดชอบมากขึ้น อีกทั้งสบายใจที่ผลการตรวจเลือดเอชไอวีของเขาเป็นลบ  เขาฝันไว้ว่าอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง

“มีเพื่อนดีๆ ที่คุยได้ทุกเรื่อง เขาดี ไม่เที่ยว  เป็นเพื่อนสนิท ผู้ชายครับ และตอนนี้ ก็ภูมิใจเรื่องเรียน เพราะได้กลับมาเรียนใหม่ เกรดก็ค่อนข้างดี พยายามจะเปลี่ยนตัวเอง”